ทุกคนเป็นผู้ที่มีความชำนาญที่สร้างความสบายให้กับตนเอง แล้วก็ให้บุคคลอื่นได้ด้วย หากเกิดทุกคนเป็นแบบนี้ได้ โลกก็จะเป็นสุขเยอะขึ้นนิอาจจะเป็นนิยามที่ใคร ๆ เองก็ต่างที่จะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่คนเราเองนั่นมักจะคิดมาโดยตลอดว่าเรื่องราวมันจะเป็นแบบไหนบ้าง แต่ในความเป็นจริงละนิยามนี้จะสามารถที่จะใช้ได้จริงหรือเปล่า เมื่อตอนนี้ผู้คนพากันทุกข์ยากลำบากกันไปทั่วทั้งโลก เป็นเพราะว่าใช้ไขปริศนาของชีวิตกันไม่ถูก แต่ก่อนนั้นมักจะมีคนเคยถามกันว่า เรื่องจริงเป็นยังไง ความดีงามเป็นอย่างไร มีผู้รู้ขึ้นมาตอบว่าความจริงนั้นเป็นอย่างไร คุณความดีนั้นเป็นยังไง ศาสนาต่าง ๆ เจ้าลัทธิต่าง ๆ เกิดขึ้นเพื่อจะตอบปัญหาพวกนี้ พร้อมกับมีนักนักปราชญ์คนหนึ่ง ก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นนักปราชญ์ที่มาตอบสติปัญญานี้แบบเป็นปรัชญาแห่งธรรมมะ ที่สามารถไขข้อข้องใจของคนเราได้อย่างชัดเจน โดยที่อ้างอิงเรื่องของความเป็นจริงในการใช้ชีวิตเป็นหลักทำให้ผู้คนที่ปัญหาที่ถามเสมอ ๆ ทำยังไงจะมั่งคั่ง ทำยังไงจะผลกำไรสูงสุด แล้วก็ใช้นี้เป็นเครื่องมือที่จะใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาทั่วโลก แล้วโลกก็เป็นไปอย่างที่มองเห็น ความมักมากส่งผลให้เกิดความร้ายแรงความอยากได้เกี่ยวโยงกับเงินสด แล้วก็เงินสดเป็นมายาคติที่ไม่จริง นี่คือมูลเหตุที่ทำให้คนเรามักจะเกิดความทุกข์ได้แบบที่ไม่ต้องคิดเรื่องอะไรให้มันมากมายเลยก็ว่าได้ จริงแล้วหากผู้อ่านคิดตามผม คุณจะมองเห็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องราวทั้งหมดของขีวิตคุณได้แบบที่ไม่ต้องคิดอะไรเลย เพราะทุกเรื่องราวนั่นเป็นสิ่งที่ร่างกาย สมอง และจิตใจเราเป็นผู้สร้างขึ้นทั้งนั่น เรื่องนี้ทางจิตวิทยาเข้าเรียกว่าต้นเหตุแห่งปัญหา และการเกิดปัญญากับการแก้ไขปัญหาใหม่ที่จะเกิดขึ้นบนโลกในนี้

สิ่งเหล่านี้ที่ผมกล่าวมาข้างต้นเป็นสิ่งที่เรามักจะมีในการชีวิตในแต่ละวันอยู่แล้วแบบที่ไม่ต้องคิดอะไรให้มันมากมายเลยก็ว่าได้ สังเกตสิว่ามันจะเกิดแล้วเกิดอีก หมุนเวียนอยู่ในทุกวันตามแต่กรรมที่ใครมีมากน้อยเพียงใดนั่นเอง ไม่รู้ผู้อ่ายจะมองว่าจริงหรือเปล่าแต่เรื่องราวเหล่านี้ผมว่าเราต้องเจอกับตัวเอง เหมือนที่เราตื่นมาก็ต้องอาบน้ำแปรงฟัน แล้วก็ไปทำงานนั่นเอง มันกับกลายเป็นองค์ประกอบของการช้ชีวิตของเราไปละ เรื่องแบบนี้มันพูดอยากจริง ๆ หากใครที่ยังไม่ค้นพบตัวคุณเองนั่นก็ต้องรอกันไปสักช่วงชีวิตนึง เดี่ยวคุณจะเจอเอง